|
องค์การสวนยาง วัตถุประสงค์ พื้นที่
อสย. |
|
ประวัติองค์การสวนยาง |
ในระหว่างปี 2482 – 2484
หัวหน้ากองการยาง (พระยาอนุวัติวนรักษ์)
ซึ่งขณะนั้นกองการยางยังสังกัดอยู่ในกรมป่าไม้ได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ให้ไปซื้อที่ดินสวนยางในตำบลนาบอน และตำบลช้างกลาง อำเภอทุ่งสง และอำเภอฉวาง
จังหวัดนครศรีธรรมราช ปรากฏว่าซื้อได้ประมาณ 6 – 7 แห่ง รวมเนื้อที่ประมาณ 450
ไร่ และรับฝากขายอีกหลายแปลงเนื้อที่ประมาณ 170 ไร่
ขณะที่ออกหาซื้อที่ดินสวนยาง พระยาอนุวัติวนรักษ์ ได้สำรวจพบสวนยางปลูกใหม่
อายุประมาณ 1 – 2 ปี เป็นจำนวนหลายพันไร่
ปลูกติดต่อกันอยู่ในพื้นที่ที่บุกเบิกใหม่
ปรากฏว่าต่อมาที่ดินปลูกสร้างสวนยางใหม่เหล่านี้
เป็นที่ดินที่มีการบุกเบิกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เพิ่งจะมาหักล้างถางพงบุกเบิกปลูกยางเมื่อ 1-2 ปีมานี้เอง
อายุของต้นยางเป็นพยานได้ชัดแจ้ง พระยาอนุวัติ วนรักษ์
จึงได้ร่วมมือกับที่ดินจังหวัด
ดำเนินการสอบสวนและขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินเพื่อความเรียบร้อยของที่ดินและป่าแห่งนี้
ทางราชการจึงได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่ ตำบลช้างกลาง
อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช พุทธศักราช 2484 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2484
หวงห้ามที่ดินดังกล่าวไว้เพื่อการเกษตร รวมเนื้อที่ในเขตพระราชกฤษฎีกาประมาณ
12,000 ไร่ ในเนื้อที่ดังกล่าวปรากฏว่ามีต้นยางอ่อนปลูกอยู่แล้วประมาณ 6,000
ไร่ นอกจากนี้ยังมีสภาพเป็นป่าอยู่ สวนยาง 6,000 ไร่
ดังกล่าวนี้ได้ตกมาอยู่ในความดูแลของกองการยาง กรมป่าไม้
กรมป่าไม้ได้พิจารณาเห็นว่าที่ดินแห่งนี้เหมาะกับการใช้ประโยชน์ในการขยายกิจการด้านสวนยางให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
จึงได้กำหนดแผนงานที่จะดำเนินการในสวนยางแปลงนี้ให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎรชาวสวนยางเท่าที่จะทำได้
โดยกำหนดแผนงานขึ้นในระยะแรกไว้ดังนี้
1. จะดำเนินการขยายยางพันธุ์ดีไปสู่ราษฎร
2. จะส่งเสริมแนะนำเจ้าของสวนให้ดูแลรักษาสวนยางทั้งการกรีด
และการทำยางออกจำหน่ายให้ถูกต้องตามหลักวิชา
3. จะทำการค้นคว้าทดลอง เกี่ยวกับกิจการยางในด้านต่าง ๆ
ทำนองเดียวกับสถาบันวิจัยยางในมาเลเซีย
ต่อมาในปลายปี 2484
ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น
งบประมาณที่จะใช้ตามแผนงานต้องนำไปใช้ด้านการทหาร
จึงไม่สามารถดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ได้
กองการยางจึงเพียงแต่ดูแลรักษาสวนยางดังกล่าวภายในวงเงินที่ได้รับมาแต่ละปี
จนกระทั่งสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม 2488 ในระหว่างสงคราม
เจ้าหน้าที่กองการยางคณะหนึ่ง ได้เข้าไปซื้อเครื่องมือทำยางแผ่น
และยางเครปจากมาเลเซีย (ที่รัฐมาลัย)
มาเป็นจำนวนมากเพื่อติดตั้งเตรียมไว้สำหรับทำยางแผ่นและยางเครปต่อไป
เพราะในระยะนั้นมีต้นยางขนาดกรีดได้แล้ว ประมาณ 600-800 ไร่ ในระหว่างปี
2485-2490 กิจการสวนยางได้มารวมอยู่ในสังกัดองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
ทั้งนี้เพื่อให้ดำเนินงานในด้านการเงินคล่องตัวขึ้น จะได้ดำเนินการค้าได้สะดวก
ในปี
2490
กิจการของสวนยางแปลงนี้ได้โอนไปรวมอยู่กับ บริษัท แร่และยาง จำกัด
แต่ยังไม่ทันจะได้ดำเนินการประการใด บริษัทแร่ละยางก็ต้องยกเลิกไป
สวนยางแห่งนี้จึงกลับมารวมอยู่กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เช่นเดิม
ในเดือนตุลาคมปี 2491
กรมสวัสดิการทหารบก กระทรวงกลาโหม ได้มีคำสั่งให้ พ.ท.พร้อม ณ ห้อมเพชร และ
พ.อ.ยง ณ นคร ไปศึกษากูกิจการทำสวนยางในสวนยางแห่งนี้
และตกลงใจที่จะเข้าดำเนินการในสวนยางแห่งนี้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2491
โดยกรมสวัสดิการทหารบกจะติดต่อกับกระทรวงเกษตร
ให้โอนสวนยางให้แก่กรมสวัสดิการทหารบก
แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป
สวนยางแห่งนี้จึงยังคงอยู่ในความดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ต่อไปตามเดิม
เนื่องจากต้นยางในเนื้อที่ 6,000 ไร่
เติบโตได้ขนาดที่จะทำการกรีดเอาน้ำยางมาขายได้
จำเป็นต้องเตรียมการจัดฝึกและจัดหาคนงานมาทำการกรีดยาง ทำการสร้างโรงงานทำยาง
ตลอดจนอาคารบ้านพักต่าง ๆ
และจะต้องดำเนินงานด้านการผลิตและการขายยางเพื่อปริมาณงานเพิ่มมากขึ้น
จึงจำเป็นต้องแยกงานมาดำเนินการเป็นเอกเทศ
และในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492
อนุมัติให้จัดตั้งเป็นองค์การขึ้น เรียกว่าองค์การสวนยางนาบอน”
สังกัดสำนักปลัดกระทรวงเกษตราธิการ โดยมีมติดังนี้
1.
ให้กองการยางซึ่งได้รับงบประมาณค่าใช้จ่ายทำสวนยางนาบอนอยู่แล้ว
คงดำเนินการต่อไปภายในจำนวนเนื้อที่และวงเงินที่ได้รับ
2. อนุมัติให้ตั้งองค์การสวนยางขึ้นในกระทรวงเกษตร
เพื่อดำเนินการทำสวนยางส่วนที่เหลือจากกองการยางทำ
องค์การสวนยางนาบอน
ได้รับทุนจากกระทรวงการคลังมาดำเนินงานในขั้นต้นจากเงินงบประมาณประจำปี 2493
เป็นเงิน 3,400,000 บาท ในการจัดตั้งองค์การสวนยางนาบอนนั้น มีวัตถุประสงค์คือ
ผลิตยางแผ่นรมควันออกจำหน่าย
จำหน่ายน้ำยางสด
ดำเนินกิจการในการผลิตตามหลักวิชาการ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ประชาชน
และทำการค้นคว้าทดลองส่งเสริมไปในขณะเดียวกันด้วย
อบรมฝึกเกษตรกรไทยให้มีความรู้ความชำนาญในการผลิตยาง
นับตั้งแต่ปี 2493
เป็นต้นมา องค์การสวนยางได้ดำเนินการและขยายงานออกไปหลายประการ เช่น
ทดลองสร้างสวนโกโก้ในเนื้อที่ 300 ไร่ (แต่ทำได้ 4 ปี
ก็ต้องเลิกไปเพราะพื้นที่ไม่เหมาะกับการปลูกโกโก้)
สร้างสวนยางพันธุ์ดีเพิ่มเติมในเนื้อที่ว่างเปล่าประมาณ 5,500 ไร่ สร้างสวนกาแฟ
ในเนื้อที่ 700 ไร่ สร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำตก
เพื่อนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในโรงงานผลิตยางและแสงสว่าง และได้สร้างโรง งานผลิตยางเครปจากเศษยาง
ต่อมาในปี 2504
กระทรวงเกษตรได้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง
เพื่อให้องค์การสวนยางมีฐานะเป็นนิติบุคคล และเปลี่ยนซื่อจาก
“องค์การสวนยางนาบอน” เป็น “องค์การสวนยาง”
ดำเนินกิจการและบริหารงานภายในขอบเขตของวัตถุประสงค์ที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง
พ.ศ.2504 เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
|
|
|
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การสวนยาง |
พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง
พ.ศ. 2504 ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของ องค์การสวนยางไว้ดังนี้
1. ประกอบเกษตรกรรม
ซึ่งมีการทำสวนยางพาราเป็นสำคัญรวมทั้งการสร้างแปลงเพาะและแปลงขยายพันธุ์ยางพารา
2. ผลิตยางแผ่นรมควัน ยางเครปขาว น้ำยางข้น ยางผง ยางแท่ง ยางชนิดอื่น ๆ
และสารประกอบของยางพารา
3. ประดิษฐ์หรือผลิตวัตถุจากยางพารา
4. ผลิตและจำหน่ายพลังงานเพื่อประโยชน์แก่กสิกรรม และกิจการ
ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ขององค์การสวนยาง
5. ประกอบการค้าและธุรกิจเกี่ยวกับผลิตผล ผลิตภัณฑ์
และวัตถุพลอยได้ที่เกิดจากกิจการตามข้อ 1,2,3 และ 4
และเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์เกษตรกรรม
6. อำนวยบริการแก่รัฐและประชาชนเกี่ยวกับยางพารา |
|
พื้นที่ อสย |
องค์การสวนยางได้รับที่ดินเพื่อทำประโยชน์ จำนวน 41,800 ไร่ ดังนี้
ที่ดินในหมู่ที่
16 ตำบลช้างกลาง กิ่งอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 10,200
ไร่ เป็นที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่
ตำบลช้างกลาง กิ่งอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ.2484
ที่ดินในตำบลกรุงหยัน
อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 31,600 ไร่
เป็นที่ดินที่กรมป่าไม้มอบให้ทำประโยชน์ ตามมติคณะรัฐมนตรี |